แจกสูตรโปรแกรมคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิตด้วยตัวเอง เช็กให้ชัวร์ก่อนจ่ายหนี้

แจกสูตรโปรแกรมคํานวณ ดอกเบี้ยบัตรเครดิตด้วยตัวเอง เข้าใจง่ายทั้งแบบรูดซื้อและกดเงินสด ช่วยวางแผนปิดหนี้ไว ไม่บานปลาย พร้อมตัวช่วยเงินด่วนที่คุ้มค่า
หลายคนอาจเคยสงสัยว่าตัวเลขดอกเบี้ยในใบแจ้งหนี้มาจากไหน ทำไมยอดถึงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งที่พยายามจ่ายแล้ว แม้ปัจจุบันจะมี โปรแกรมคํานวณ ดอกเบี้ยบัตรเครดิต ออนไลน์ให้ใช้งานมากมาย แต่การเข้าใจที่มาของตัวเลขด้วยตัวเองเป็นเกราะป้องกันทางการเงินที่ดีที่สุด บทความนี้จะพาไปเจาะลึกสูตรการคิดดอกเบี้ย เพื่อให้สามารถวางแผนการเงินได้อย่างแม่นยำและจัดการหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดอกเบี้ยบัตรเครดิต คิดยังไง?
ดอกเบี้ยบัตรเครดิตคือค่าธรรมเนียมที่สถาบันการเงินเรียกเก็บเมื่อมีการใช้จ่ายเกินระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย หรือมีการเบิกถอนเงินสด โดยปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานจะอยู่ที่สูงสุดไม่เกิน 16% ต่อปี ซึ่งจะคิดแบบลดต้นลดดอก
ระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย (Grace Period) คืออะไร?
ระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย คือช่วงเวลาพิเศษที่ธนาคารให้เครดิตแก่ผู้ถือบัตรโดยไม่คิดดอกเบี้ย หากชำระเต็มจำนวนและตรงเวลาในวันครบกำหนดชำระ (Payment Due Date) โดยส่วนใหญ่จะมีระยะเวลาประมาณ 45-50 วัน นับจากวันสรุปยอดบัญชีรอบก่อนหน้า แต่สิทธิ์นี้ใช้ได้เฉพาะการ “รูดซื้อสินค้า” เท่านั้น ไม่รวมการกดเงินสด
ดอกเบี้ยเดินตอนไหน?
ดอกเบี้ยจะเริ่มเดินทันทีใน 3 กรณี ดังนี้ :
1. เมื่อชำระคืนขั้นต่ำหรือไม่เต็มจำนวน
2. เมื่อชำระล่าช้ากว่ากำหนด
3. เมื่อเบิกถอนเงินสดล่วงหน้า (Cash Advance) ซึ่งกรณีสุดท้ายนี้ดอกเบี้ยจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่กดเงินออกจากตู้ ATM โดยไม่มีระยะปลอดดอกเบี้ย
วิธีคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิต แบบรูดซื้อ vs กดเงินสด ต่างกันอย่างไร?
ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ “จุดเริ่มต้น” ของการคิดดอกเบี้ยและ “ค่าธรรมเนียมแฝง” การรูดซื้อจะมีช่วงปลอดหนี้หากจ่ายเต็ม แต่การกดเงินสดจะเริ่มคิดดอกเบี้ยทันทีและมีค่าธรรมเนียมการกดเพิ่มเข้ามา
กรณีรูดซื้อสินค้าและจ่ายขั้นต่ำ หรือจ่ายล่าช้า
หากเลือกจ่ายขั้นต่ำหรือจ่ายช้า ดอกเบี้ยจะถูกคำนวณจากยอดคงค้างทั้งหมดตั้งแต่วันที่บันทึกรายการ ไม่ใช่แค่ยอดที่เหลือ โดยคิดดอกเบี้ยสองส่วน คือจากวันรูดซื้อสินค้าถึงวันสรุปยอด และจากวันสรุปยอดถึงวันจ่ายจริง
สูตร : เงินต้น x ดอกเบี้ย x จำนวนวัน / 365
ตัวอย่าง : รูดซื้อของ 10,000 บาท ดอกเบี้ย 16% ตัดรอบบิลวันที่ 20 จ่ายวันที่ 10 เดือนถัดไป (ระยะเวลาสมมติ 20 วัน) สูตรคือ (10,000 x 16% x 20) / 365 = 87.67 บาท นี่คือดอกเบี้ยคร่าว ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงแรก ก่อนจะนำไปรวมกับดอกเบี้ยของยอดคงเหลือในรอบบิลถัดไป
กรณีเบิกถอนเงินสดล่วงหน้า (Cash Advance)
การกดเงินสดจากบัตรเครดิตมีต้นทุนสูงกว่าการรูดซื้อ เพราะนอกจากดอกเบี้ยที่เดินทันทีตั้งแต่วันกดแล้ว ยังมีค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเงินสด 3% และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% ของค่าธรรมเนียมนั้นด้วย
สูตร : (เงินต้น x ดอกเบี้ย x จำนวนวัน / 365) + ค่าธรรมเนียม 3% + VAT 7%)
ตัวอย่าง : หากกดเงินสด 10,000 บาท (ดอกเบี้ย 16%) และชำระคืนภายใน 20 วัน
-
ดอกเบี้ย : (10,000 x 16% x 20) / 365 = 87.67 บาท
-
ค่าธรรมเนียมกดเงิน (3%) และ VAT (7%) : 300 + 21 = 321 บาท
-
รวมดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายเพิ่ม = 408.67 บาท
หมายเหตุ ตัวอย่างแผนการชำระเป็นเพียงการคำนวณเบื้องต้นเท่านั้น ระยะเวลาการกู้ยืมที่แตกต่างกันจะส่งผลต่อผลรวมของดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับโปรแกรมคํานวณ ดอกเบี้ยบัตรเครดิต
เพื่อให้เข้าใจการใช้งาน โปรแกรมคํานวณ ดอกเบี้ยบัตรเครดิต และการวางแผนชำระหนี้ได้ดียิ่งขึ้น รวบรวมข้อสงสัยที่พบบ่อยมาฝาก
1. จ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำบ่อย ๆ มีผลเสียระยะยาวหรือไม่?
มีผลเสียแน่นอน เพราะการจ่ายขั้นต่ำจะทำให้เงินต้นลดลงเพียงเล็กน้อย ส่วนที่เหลือจะถูกนำไปคิดดอกเบี้ยทบต้นในรอบบิลถัดไป ส่งผลให้ระยะเวลาในการปลดหนี้ยาวนานขึ้น และเสียดอกเบี้ยรวมทั้งหมดเป็นจำนวนมากเมื่อเทียบกับเงินต้น
2. ควรกดเงินสดจากบัตรเครดิต หรือ บัตรกดเงินสด ดีกว่ากัน?
หากต้องการเงินสด บัตรกดเงินสดมักจะคุ้มค่ากว่า เพราะบัตรเครดิตมีค่าธรรมเนียมการกด 3% บวก VAT 7% ในขณะที่บัตรกดเงินสดส่วนใหญ่ไม่มีค่าธรรมเนียมส่วนนี้ (ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ) ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมถูกกว่า
3. ถ้าจ่ายเกินยอดขั้นต่ำ ดอกเบี้ยจะลดลงหรือไม่?
ลดลง เนื่องจากการคิดดอกเบี้ยเป็นแบบ “ลดต้นลดดอก” ยิ่งจ่ายเงินต้นคืนมากเท่าไหร่ ยอดหนี้คงเหลือที่จะนำไปคำนวณดอกเบี้ยในวันถัดไปก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น ช่วยให้ปิดหนี้ได้ไวขึ้นและประหยัดดอกเบี้ย
สรุป : วางแผนการเงินให้ฉลาด เลือกตัวช่วยให้ถูกประเภท
การเข้าใจที่มาของตัวเลขดอกเบี้ยช่วยให้วางแผนการเงินได้อย่างมีสติ ไม่ว่าจะเป็นการรูดซื้อหรือการกดเงินสด สิ่งสำคัญคือวินัยในการชำระคืนเพื่อไม่ให้ดอกเบี้ยบานปลาย หากจำเป็นต้องใช้จ่ายควรประเมินความสามารถในการผ่อนชำระของตนเองเสมอ และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้ตรงกับวัตถุประสงค์เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
หากคุณมีความจำเป็นต้องใช้เงินสดหมุนเวียนฉุกเฉิน การเลือกใช้บัตรกดเงินสดยูเมะพลัส (Umay+) ซึ่งเป็นสินเชื่อหมุนเวียนส่วนบุคคล อาจเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์กว่าการใช้บัตรเครดิตกดเงินสด เนื่องจากไม่มีค่าธรรมเนียมในการเบิกถอนเงินสดเมื่อกดผ่านตู้ ATM ยูเมะพลัส หรือสั่งโอนเงินเข้าบัญชีผ่าน Umay+ Application นอกจากนี้ยังเพิ่มความยืดหยุ่นด้วยฟีเจอร์ผ่อนชำระสินค้า 0% นานสูงสุด 24 เดือน (เงื่อนไขตามร้านค้าที่ร่วมรายการ) ยังช่วยให้บริหารจัดการสภาพคล่องได้ง่าย สมัครได้โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน อนุมัติไว*เมื่อยื่นเอกสารครบถ้วนและถูกต้องตามเงื่อนไข ให้คุณพร้อมรับมือทุกสถานการณ์เร่งด่วนได้อย่างมั่นใจ

*อนุมัติภายในวันทำการ นับจากวันที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายพิจารณาสินเชื่อได้รับใบสมัครและเอกสารประกอบการสมัคร รวมถึงข้อมูลประกอบการพิจารณาสินเชื่อครบถ้วนสมบูรณ์ และไม่มีข้อขัดข้องด้านเอกสารหรือระบบ
*อัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อหมุนเวียน 19.8% - 25% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อผ่อนชำระ 16.44% - 25% ต่อปี ขึ้นอยู่กับโปรโมชันในแต่ละช่วงเวลา, กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว, ดูเงื่อนไขได้ที่เว็บไซต์ยูเมะพลัส
|